FAQs |
 |
ไฟกระโชก (Surge) คืออะไร? |
ตอบ ไฟกระโชกหรือ Surge ในทางไฟฟ้าหมายถึงเกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าชั่วขณะ เป็นลักษณะแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าแรงดันปกติที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเสี้ยงวินาที โดยแหล่งกำเนิดจากสภาวะต่างๆ เช่น ฟ้าผ่า, การเปิด-ปิดสวิทช์ของอุปกรณืไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่ เป็นต้น |
 |
การเลือกอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก? |
| ตอบ โดยพิจารณาจากสถานที่ ที่จะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก และพิจารณาถึงความถี่/บ่อยของสัญญาณไฟกระโชกที่จะเข้ามาเป็นเช่นไร เช่น ในเมือง, ชานเมือง ใกล้แหล่งโรงงานหรือที่โล่ง เป็นต้น |
 |
| และที่ต้องพิจารณา ระบบงานที่จะป้องกันเป็นอุปกรณ์ประเภทใด เช่น ระบบไฟฟ้าทั่วไป, ห้องควบคุม, ห้องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แบ่งเป็นการพิจารณา ดังนี้ |
 |
|
 |
| *หมายเหตุ อุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกแบบขนาน (Shunt) เหมาะสำหรับการป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป ติดตั้งที่เมนทางเข้าของอาคารหรือระบบงาน |
 |
อุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกแบบอนุกรม (Series) เหมาะสำหรับการป้องกันอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์, คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เนื่องจากมีชุด LPF (Low Pass Filter) ที่ช่วยป้องกันอันตรายจาก dv/dt ความชันหน้าคลื่นของสัญญาณไฟกระโชกที่ก่อให้เกิดอันตรายกับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ |
 |
คุณสมบัติที่ควรพิจารณาของอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชก? |
| ตอบ |
- ขนาดพิกัดของอุปกรณ์ (Surge rating) kA คือความสามารถในการรองรับพลังงานส่วนเกินที่เข้ามาของสัญญาณไฟกระโชกในรูปแบบ Impulse (8/20us) ตามรูปคลื่นมาตรฐาน ANSI/IEEE C62.41-2002
- ความไวในการตอบสนอง (Response time) คือความไวในการทำงานของอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนใหญ่อุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นอุปกรณ์ประเภท MOV (Metal Oxide Varristor) ซึ่งจะมีความไวในการทำงานน้อยกว่า 25ns
- แรงดันปล่อยผ่าน (Let Through voltage) คือค่าแรงดันที่ปรากฎที่โหลดใช้งาน กล่าวคือลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ป้องกันเมื่อมีสัญญาณไฟกระโชกเข้ามา ตัวอุปกรณ์ป้องกันจะทำงานโดยการตัดควบคุมแรงดันส่วนเกินผ่านตัวมันหรือเบี่ยงถ่ายลงดิน จากการทำงานนี้จะมีแรงดันส่วนที่หลงเหลือไปปรากฎที่โหลดใช้งาน ซึ่งเป็นแรงดันที่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้อุปกรณ์ใช้งานเสียหาย
อุปกรณ์ป้องกันแบบขนานจะมีค่า let through voltage ประมาณ 800-1.2kV
อุปกรณ์ป้องกันแบบอนุกรมจะมีค่า let through voltage ประมาณ 450-600V |
 |
ระบบสายต่อลงดิน ควรทำอย่างไร? |
| ตอบ ให้พิจารณาแนวทาง ดังนี้ |
 |
- ระบบสายต่อลงดินจะต้องมีค่าความต้านทานดิน (Impedance) ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการทำ เช่น ตอกแท่ง Ground rod, ฝังแผ่น Ground plate เป็นต้น |
 |
- จุดต่อลงดินจะต้องมีจุดเดียว (Single point ground) นั่นคือ หากระบบงานมีการตอกจุดลงดินหลายจุดเราควรนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันที่ Common bus เพื่อป้องกันความต่างศักย์ของจุดลงดินแต่ละจุดเมื่อเกิดสภาวะฟ้าผ่าและมีกระแสไหลเวียนในดิน ป้องกันการไหลย้อนของกระแสไฟฟ้าจากดินขึ้นมาสู่ระบบงาน ทั้งนี้เพื่อให้ระบบงานรักษาสภาพ Equipotential |
 |
- จัดทำข่ายสายดินให้ระบบ รองรับการขยายตัวของระบบงานและสามารถตรวจสอบได้ นั่นคือ ควรมีการแบ่งระบบสายดินไฟฟ้า, ระบบสายดินคอนโทรล แต่ทั้งหมดต้องเชื่อมโยงถึงกันที่ Common bus เพื่อต่อลงดินเพียงจุดเดียว และมีการทำป้ายชื่อบอกเพื่อสามารถทำการตรวจสอบสะดวกภายหลัง |
 |
| - จุดเชื่อมต่อระหว่างสายดินกับแท่ง Ground rod ควรเป็นการเชื่อมด้วยวิธีการหลอมแบบ Exothermic weld เพื่อป้องกัน Bad contact |
 |
อุปกรณ์อะไรป้องกันไฟกระโชกได้บ้าง? |
ตอบ มีคำถามว่าติดตั้งอุปกรณ์ UPS, Stabilizer, Voltage regulator, Line conditioner เป็นต้น แล้วมีความจำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ Surge protector อีกหรือไม่ |
 |
คำตอบก็คือ มันต้องอยู่กับปัญหาของระบบงานเราเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับปัญหา
UPS ทำหน้าที่สำรองไฟฟ้าและบางรุ่นสามารถปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ เพื่อมิให้ระบบงานขาดช่วงการทำงานหากเกิดไฟฟ้าดับ |
 |
| Stabilizer ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งในที่นี้คือ 220V, 50Hz 1ph. นั่นคือไม่ว่าแรงดันไฟฟ้าที่เข้ามาจะเป็นเช่นไร แรงดันเกิน หรือแรงดันตก Stabilizer จะทำหน้าที่ควบคุมให้แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ใช้งานอยู่ในระดับปกติ |
 |
| Voltage regulator ทำหน้าที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับปกติ ลักษณะคล้ายคลึงกับ Stabilizer แต่จะมีราคาที่ย่อมเยาว์กว่าในบางรุ่น |
 |
| Surge protector ทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณไฟกระโชกที่เข้ามากับสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้งาน ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย |
 |
ดังนั้นเราจะต้องทราบสาเหตุปัญหาที่แท้จริงในระบบงานเราเสียก่อน ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วถึงเลือกใช้อุปกรณ์ชนิกต่างๆ ดังที่กล่าวมา ในการแก้ปัญหาให้ได้ตรงจุด หากมีหลายอาการก็ต้องมีความจำเป็นที่ต้องใช้อุปกรณ์หลายชนิดรวมกันในระบบงาน ไม่มีอุปกรณ์ใดที่ใช้งานแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เหมือนไม่มียาใดกินแล้วรักษาได้ทุกโรคครับ |
| |
|